~ joke ~'s profile-> joke's kingdom - (si...PhotosBlogLists Tools Help

~ joke ~

Occupation
Location

-> joke's kingdom - (since 1985) <-

Japanese-Thai Bilingual (expected)
Photo 1 of 49
January 31

= My 23rd Birthday =

หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก วันนี้อายุครบ 23 แล้วจ้า
ฟังดูแก๊แก่เนอะ สมัยประถมนี่จินตนาการไว้ว่าคนอายุ 23 คงกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง เก็บเงินเตรียมแต่งงานแน่นอน
เอ๊ะ... แล้วทำไมไม่เห็นเป็นอย่างนั้นเลยล่ะ
 
ถ้าให้อธิบายด้วยคำคำเดียวว่าปีที่ผ่านมามาเป็นยังไงบ้าง คงไม่มีคำไหนเหมาะไปกว่าคำว่า "ว่าง"
เพราะปีนี้ว่างมากๆ 5555 รู้สึกสบ๊ายสบาย
อย่าเพิ่งหมั่นไส้กันเลยนะจ๊ะ เพราะคงเป็นปีที่ว่างปีที่สุดท้ายในชีวิตแล้ว
เดี๋ยวพอเรียนโทก็คงยุ่งหัวฟู จบโทแล้วก็ทำงาน ... น่ากลัวจัง
 
มาๆ เดี๋ยวจะสรุปให้ฟัง... (ต้องมีคนมาอ่านไม่เกิน 5 คนแน่เลย ตอนแรกแอบกลัวว่าจะโดนปิดสเปสไปรึยังหว่า 555 ขนาดเจ้าของยังไม่ค่อยมาดูเลย)
 
★ DS & Wii ★
เนื่องจากปีนี้ว่างมาก เลยซื้อเกมแหลกเลย 555
อ๊ะๆ อย่าหาว่าไอ้นี่แก่แล้วยังติดเกมเหมือนเด็ก
พี่สาวอายุแก่กว่าตั้งห้าปียังให้แบกเครื่อง Wii กลับไปฝากเลย
เครื่อง DS นี่เวิร์คนะ ไม่ได้มีแต่เกมอย่างเดียว แต่เหมือนเป็นออร์แกไนเซอร์ได้เลย
มีทั้งซอฟท์ทำบัญชีส่วนตัว ซอฟท์เรียนภาษาต่างประเทศ ซอฟท์เรียนรู้มารยาทการวางตัวเวลาทำงาน มีเยอะมากๆ
จึงไม่แปลกที่จะเห็นลุงๆ ป้าๆ วัยทองเล่น DS อยู่บนรถไฟ ของเค้าดีจริงๆ จ้ะ
ส่วน Wii นี่ก็หนุกดีนะ เต้นไปเต้นมาได้ด้วย ได้ใช้จินตนาการเล็กน้อย
เสียดายที่ในญี่ปุ่นยังมีเกมออกมาไม่เยอะเท่าไหร่
วันนี้มีเกมใหม่ออกด้วย ตรงกับวันเกิดพอดี เลยถ่อไปซื้อถึงตัวเมือง จะได้เป็นของขวัญให้ตัวเอง 555
ไปถึงทุ่มนึง ปรากฏว่าขายหมด... เป็นเหตุให้เกิดอารมณ์เสียครั้งแรกของอายุ 23
เดินไปดูอีกร้านก็หมด เจ็บใจมาก
พอกลับมาแถวบ้าน เลยขี่จักรยานไปอีกครึ่งชั่วโมง เพื่อตามหาดูอีกสองร้าน
ปรากฏว่าก็หมดเช่นกัน โอวววววว ทำไมคนญี่ปุ่นมันบ้าเห่อกันจัง พระเจ้าช่วย
สรุปคืออดเล่นเลย เซ็ง
 
เนื่องจากทั้ง DS และ Wii เป็นของนินเทนโด
เลยได้พอยท์สะสมมาอื้อซ่า แลกชุดไพ่ฮานาบุตะ (เป็นเกมไพ่ชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น ที่คนญี่ปุ่นก็เล่นกันไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่)
นี่เดี๋ยวซื้ออีกซักสองเกมก็จะแลกชุดปากกา DS เจ็ดสีพร้อมกล่องใส่ได้ละ 5555
ดูสิว่าชีวิตปีนี้รักสนุกขนาดไหน เสเพลไปวันๆ
 
 
★ แปลนิยาย ★
ตอนนี้กำลังแปลนิยายอยู่ จากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยน่ะ
อันที่จริง เริ่มแปลมาตั้งแต่เดือนพฤษภาปีที่แล้วแล้วล่ะ
คือทางสำนักพิมพ์เค้ามอบหมายมาให้พี่คนนึงที่อยู่ญี่ปุ่นเป็นคนแปล พี่เค้าเคยแปลมา 2-3 เล่มแล้ว
แล้วทีนี้พี่เค้าได้รับมอบหมายมาหลายเรื่อง แปลไม่ไหว
ดังนั้นพี่เค้าเลยให้ ม.ค.ป.ด. ( ม.=เมธี )
ตอนแรกต้องลองแปลไปก่อนสองบท แล้วส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาว่าแปลผ่านมั้ย
พอถึงเดือนพฤศจิกายน สนพ. เพิ่งมาบอกว่าผ่าน ให้แปลต่อได้เลย
ช่วงนี้ก็ยังแปลอยู่ เสียเวลามากๆๆๆๆๆๆ พระเจ้าช่วย
ถ้ามีสมาธิหน่อยก็หน้าละชั่วโมง ถ้าแปลไปคุยเอ็มไปก็หน้าละ 2-3 ชั่วโมง
มีทั้งหมด 330 หน้าได้.. เอิ่ม...
เนื้อเรื่องเป็นแนวแฟนตาซี กึ่งไซไฟนิดๆ
ประมาณว่ามีโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีพลังพิเศษ (ละม้ายคล้าย X-MEN) อะไรทำนองนี้
ไม่อยากเล่ามาก เดี๋ยวเกิดฟังดูไม่สนุกแล้วจะหลอกให้ไปซื้อไม่ได้ ฮิๆๆๆ
เพราะฉะนั้นอย่าลืมไปหามาไว้ในครอบครองกันนะจ๊ะ
กำหนดส่งทั้งหมดตอนสิ้นเดือนมีนา ไม่รู้ว่าจะตีพิมพ์เมื่อไหร่
แต่เพื่อนๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะลืมหรอกนะ 
เพราะพอวางแผงแล้วจะเตือนทุกๆ คนอย่างทั่วถึง ฝนตกทั่วฟ้าแน่นอน 5555
เห็นมั้ยว่าคำนึงถึงความเท่าเทียมขนาดไหน มิได้แค่อยากขายของแต่อย่างใด
 
 
★ สอบเข้าโท ★
หัวข้อนี้หดหู่จัง ไม่สนุกเลยเนาะ
ก็อ่านหนังสือเตรียมสอบไปพักใหญ่น่ะ
ที่น่าเจ็บใจคือตอนทำสอบคิดวิธีไม่ออก พอออกจากห้องสอบแล้วดันคิดได้ ฮึ่ม
แต่ก็ได้เข้าเรียนแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงไปนะจ๊ะ
- จบ -
 
 
★ เข้าฟิตเนส ★
แต่ไม่ได้ไปเล่นกล้ามแต่อย่างใด อย่าเข้าใจผิด
คือมันมีคลาสสอนเต้น เต้นฮิบฮอป แจ๊ส ไรงี้ เลยไปเรียน น่าสนุกดี
ที่สำคัญคือใกล้บ้านมากๆ ขี่จักรยานไปห้านาทีเอง
ค่าสมาชิกก็ไม่ถึงกับแพงมาก ราคาเหมาะสมกับสภาพอาคารที่ตอนสมัครแอบกลัวว่าถ้ามันถล่มขึ้นมาเราจะได้ค่าสมาชิกคืนมั้ย
เป็นฟิตเนสเล็กๆ ไม่มีแฟรนไชส์ มีอยู่แค่ที่นี่ที่เดียว
ที่นี่มีแต่คนแก่ๆ เล่น ไม่รู้ทำไม
คลาสเต้นนี่ก็มีแต่ลุงๆ ป้าๆ อ่ะ ซึ่งก็เต้นกันเก่งทีเดียว
สุขภาพดีกันทุกคนเลย น่าทึ่งมากๆ
อันนี้เพิ่งเข้ามาได้สามเดือนกว่าเอง และเดือนกุมภา มีนานี้ก็พักไว้อีก เพราะเผื่อกลับไทยและไปเที่ยวนู่นนี่
 
จบแล้ว เห็นมั้ยว่าปีนี้ว่างจริงๆ นึกออกแค่นี้อ่ะ 555
July 08

งานอดิเรกลับๆ

วันนี้มาแฉตัวเอง อิๆๆ (กลัวไม่มีคนสนใจ)
คิดว่าคงมีไม่กี่คนที่รู้ว่างานอดิเรกอย่างหนึ่งก็คือ "การแต่งคำประพันธ์" นั่นเอง
อ๊ะๆ ห้ามเรียกว่าการแต่งกลอนนะจ๊ะ เพราะกลอนเป็นเพียงสับเซตของคำประพันธ์เท่านั้น
คำประพันธ์คือเซตของโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย
ชอบแต่งหมดเลย สนุกดี แต่ไม่ค่อยบอกใครเท่าไหร่เพราะเด๋วโดนหาว่าโบราณ 555
วันนี้ที่จะเอามาอวดเป็นกลอนก่อนละกัน เพราะว่ามีโอกาสได้แต่งบ่อยสุด
ไว้เดี๋ยวคราวหน้าค่อยเอาอันอื่นมาอวดใหม่
 

 
อันแรกนี้เป็นอันใหม่ล่าสุด เพิ่งแต่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเอง
เป็นกลอนที่เขียนให้คุณมีมี่ เพื่อนสมัยมอปลาย
พอดีว่ากำลังจะรับปริญญาสัปดาห์หน้านี้แล้ว เลยคุยกันว่าจะให้ของขวัญ อยากได้อะไร
คุยไปคุยมาก็มาลงที่ "เครื่องถอนขนจั๊กกะแร้ไฟฟ้า"
เนื่องจากตอนนี้คุณมีมี่สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ แล้วกำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบเนฯ อยู่
ได้ข่าวว่าอ่านหนังสือหนักจนไม่มีเวลามานั่งใช้แหนบถอนขนทีละเส้น
ครั้นจะโกนไปเลยก็กลัวว่าขนจะแข็งกระด้างขึ้น เสียศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง
เลยส่งเครื่องมือแสนทันสมัยแห่งญี่ปุ่นนี้ไปให้พร้อมกลอนที่ระลึก
 
.....โอ้ชีวันฉันนี้มีปัญหา
เรียนจบมาหาว่างไม่ใช่สุขสม
ต้องเรียนเนฯ เสียเวลาพาอกตรม
แสนระทมจมมาตราน่างงงวย
.....พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกแหกดวงฉัน
จำประจัญอีกปัญหาพาหมดสวย
เพราะวงแขนแสนล่ำเริ่มร่ำรวย
ชวนระทวยด้วยขนหนาพายุงงง
.....แต่มิตรดีมีน้ำใจใฝ่โปรดสัตว์
จึ่งแจงจัดบำบัดความตามประสงค์
มอบของขวัญอันเลอค่าน่าธำรงค์
นวลอนงค์คงผิวเนียวเกรียนเกินใคร
.....โอ้วันใหม่ใจพิมลไร้ขนปลิ้น
ใส่สายเดี่ยวไม่เสียวกลิ่นสิ้นสงสัย
เป็นสาวงามสยามชาติกระชากใจ
ร้อยชาตรีพลีกายให้ใต้บาทา
 

 
อย่า อย่าเพิ่งนึกว่าเสี่ยว เพราะมีเสี่ยวกว่านี้อีกเยอะ 555
อันต่อไปเป็นกลอนที่แต่งตอนจบมอสาม ส่งไปประกวดของ สนพ. ใยไหม
ที่เป็น สนพ. ผลิตสมุดเฟรนด์ชิพ สมุดกลอนอะไรพวกนี้อ่ะ
ตอนนั้นเค้าจัดประกวดกลอนบอกลาเพื่อนอะไรทำนองนี้
ได้รางวัลชนะเลิศระดับมอต้นมาด้วย เสี่ยวเข้าขั้นทีเดียว
ได้ตังค์มาหมื่นนึงมั้ง กับโล่ห์อันนึง (เป็นโล่ห์ที่ได้แล้วต้องซ่อน)
สรุปแล้วดีใจที่ได้ตังค์ 55555 แต่ถ้าในด้านรสนิยมแล้วถือเป็นกลอนที่รู้สึกเลี่ยนที่สุดอ่ะ...
 
.....ไม่นานวันพลันพลัดพรากจากเพื่อนเก่า
แสนซึมเซาเศร้าสิ้นสุขสูญสดใส
ต่างเส้นทางต่างชีวิตต่างจิตใจ
เราต่างตนต้องต่างไปไกลจากกัน
.....เมื่อมองดูสู่วันวานครั้นแรกคบ
มิอาจลบจบเรื่องราวเราร่วมฝัน
ทั้งร้ายดีที่ร่วมฝ่ากว่าร้อยพัน
คำสำคัญคือเพื่อนไม่เคลื่อนคลาย
.....แม้เพื่อนใหม่ได้พบไม่จบเก่า
ภาพพวกเรายังเฝ้าย้ำย้อนความหมาย
แม้เดือนผันวันผ่านกาลกลับกลาย
คำว่าเพื่อนไม่เลือนหายจากใจเรา
 
(ขนาดพิมพ์เองยังขนลุกในความเสี่ยว...)

 
อันต่อมานี้แอบชอบเป็นพิเศษ
เพราะทำให้รู้สึกว่าการใช้คำซ้ำๆ กันนี่ก็เวิร์คดีนะ
เพราะว่าไม่ต้องเปลืองสมองด้วย แล้วก็เพราะดีด้วย ฮิๆๆๆ
แต่งตอนมอสี่ เรื่องของเรื่องคือเพื่อนสมัยมอต้นโทรมาให้ช่วยแต่งกลอนวันพ่อให้หน่อย
เพราะว่าอาจารย์วิชาภาษาไทยสั่งมา แล้วมันแต่งไม่เป็นอ่ะ
แอบรู้สึกเสียดายเพราะว่าแต่งออกมาดีกว่าตอนที่ตัวเองส่งอาจารย์เองอีก
 
.....เธอรู้ไหมใครคุ้มครองปกป้องเจ้า
เธอรู้ไหมใครบรรเทาคราวปัญหา
เธอรู้ไหมใครทุ่มเททุกเวลา
เธอรู้ไหมใครเยียวยายามยากเย็น
.....เธอยังเล็ก ยังสงสัย ยังไม่รู้
ยังต้องสู้ ยังอีกไกล ยังไม่เห็น
ยังอ่อนแอ ยังอ่อนโลก ยังไม่เป็น
ยังมี "พ่อ" ยังเคี่ยวเข็ญ ยังห่วงใย
.....เราชาวไทยใช่มีพ่อก็เพียงหนึ่ง
อีกพ่อซึ่งแสนรักเธอ เธอรู้ไหม
คือพ่อฟ้าประชาราษฎร์ทั้งชาติไทย
ร่วมร้อยใจถวายภักดิ์รักนิรันดร์
.....ชาติสยามยังอยู่ได้ในวันนี้
เพราะเรามีพ่อที่เป็นเช่นมิ่งขวัญ
พ่อมอบไว้ได้ทรงค่ากว่าอนันต์
ห้าธันวามาพร้อมกันสรรเสริญคุณ
 
พอมาอ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่าตอนจบน่าจะแต่งให้ตื่นเต้นกว่านี้หน่อยเนาะ
 

 
อีกอันนึงก็ชอบ แต่งตอนเพิ่งจบมอหกสดๆ ร้อนๆ เลย
เป็นกลอนที่ใช้กล่าวต่อหน้าที่ประชุมอาจารย์โรงเรียนเตรียม
ตอนที่เป็นตัวแทนนักเรียนทุนญี่ปุ่นกล่าวคำขอบคุณต่ออาจารย์อ่ะ
ตอนแรกตกลงว่าต่างคนต่างร่างคำขอบคุณมาแล้วเอามารวมกัน
แต่เนื่องจากนึกร้อยแก้วไม่ออก เลยเขียนเป็นกลอนแทน 555 แร่ดจริงๆ
 
.....ในชีวิตศิษย์มีวันนี้อยู่
ด้วยคุณครูผู้พาเราสู่เป้าหมาย
ด้วยคุณครูผู้เทให้ทั้งใจกาย
ด้วยคุณครูผู้ไม่หน่ายในอบรม
.....เตรียมคุณธรรมย้ำให้ศิษย์คิดรักษา
เตรียมวิชาหาให้ศิษย์คิดสั่งสม
เตรียมแบบอย่างสร้างให้ศิษย์คิดนิยม
เตรียมอุดมศึกษา ศิษย์อาลัย
.....แม้ปีเลื่อนเดือนผันวันแปรเปลี่ยน
ชื่อโรงเรียนยังเวียนย้ำกว่าคำไหน
เมื่อสำเร็จเสร็จศึกษาเวลาใด
จะทดแทนแผ่นดินไทยดั่งใจครู
 
ป.ล.๑ ใช้เทคนิคเล่นคำซ้ำเหมือนกลอนวันพ่อเลย เวิร์คๆ
ป.ล.๒ "คุณครู"ในบทแรก ตีได้สองความหมาย คือ Mr.ครู/Ms.ครู และ บุญคุณของครู
แนะนำให้ตีความเป็นอันหลังจะแนวกว่า
ป.ล.๓ "แม้ปีเลื่อนเดือนผันวันแปรเปลี่ยน"ในบทที่สาม ดัดแปลงมาจาก "แม้เดือนผันวันผ่านกาลกลับกลาย" ในกลอนลาเพื่อน
เพื่อเป็นการไม่สิ้นเปลืองเซลล์สมอง ฮิๆๆๆ ใช้พลังงานมากไปเดี๋ยวโลกร้อนนะจ๊ะ
 

 
อ่านแล้วก็เม้นท์กันด้วยล่ะ เด๋วดูเป็นคนไม่มีคนคบ
ใครใคร่เม้นท์เป็นร้อยแก้วเม้นท์ ใครใคร่เม้นท์เป็นร้อยกรองเม้นท์ 
 
ป.ล. เพื่อนๆ ที่รับปริญญากัน ดีใจด้วยนะเว้ยย~~
May 11

สัปดาห์ทอง ตอนที่ ๑

สวัสดีทุกๆ คน เป็นยังไงกันบ้าง
ช่วงนี้มีเรื่องน่าอัศจรรย์มาก คือการอ่านหนังสือเตรียมสอบโทนิดหน่อย อ่านโทเฟลด้วย
แถมมีเรื่องน่าปีติเป็นอย่างยิ่ง คือว่าได้สอบโทเฟลแบบเปเปอร์ล่ะ
คือตอนแรกนึกว่าโทเฟลมันเปลี่ยนเป็น iBT ไปหมดแล้ว เลยไม่ได้สนใจอะไร
ก็ตั้งใจจะสมัคร iBT ไป สมัครทางเวบ เลือกศูนย์สอบที่โอซาก้า
แต่พอสมัครเสร็จ เพิ่งสังเกตว่าเป็นแบบเปเปอร์ ซึ่งก็นับว่าน่าจะง่ายกว่าโขอยู่
เพราะว่ามีแกรมม่า และไม่มีพูดกับเขียน
แต่ก็ต้องไปซื้อหนังสือมาอ่านใหม่อ่ะ เพิ่งไปซื้อมาวันนี้เอง เพราะเล่มที่ซื้อไปเป็นแบบสำหรับ iBT
แต่ก็เอาเถอะ โดยรวมแล้วถือว่าโชคดีหลายๆ นี่แหละนะที่เค้าเรียกว่าทำดีได้ดี ฮี่ฮี่ฮี่

เอาล่ะๆ คราวนี้ตั้งใจว่าจะมาเล่าเรื่องโกลเด้นวีค ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
คือโกลเด้นวีคมันเป็นวันหยุดยาวที่สุดของญี่ปุ่นอ่ะ ละม้ายคล้ายสงกรานต์ของไทยอะไรแบบนั้น
กลุ่มพี่น้องผองไทย ที่ได้ทุนมองมาเรียน ป.ตรี ก็จะจัดเที่ยวรวมกันทุกปี ไปโอซาก้าสลับกับโตเกียวปีเว้นปี
ปีนี้ไปโตเกียว ก็เลยกระดี๊กระด๊าเป็นพิเศษที่จะได้เข้ากรุง พบแสงสีไฟนีออนบ้าง
แต่ต้องขอบอกก่อนนะว่าช่วงนี้เรียนหนัก ผนวกกับตั้งใจเขียนแบบเล่าไปเรื่อยๆ ทำให้เขียนได้ไม่ค่อยขำ
ถ้าใครอยากขำอย่างเดียวก็แนะนำให้ไปดูก่อนบ่ายคลายเครียดแทนนะจ๊ะ

ออกเดินทางคืนวันศุกร์ที่ 27 เมษา วิ่งกระหืดกระหอบจากบ้านไปสถานีรถไฟเพื่อให้ทันเวลานัดสามทุ่ม
ปรากฏว่าน้องๆ ปีศูนย์ (หมายถึงน้องที่กำลังเรียนภาษาญี่ปุ่น) มากัน 21.57
อื่มม ไม่เป็นไรๆ สายไม่เกินชั่วโมง อภัยได้ๆ
ตอนที่รอก็หิวพอดี เลยไปซื้อแม็คมายืนกิน ซื้อมาเยอะขนาดที่ว่าถือถุงยังรู้สึกหนัก
แต่ก็กินหมดแฮะ 5555 ...กลัวผอมอ่ะ

รถบัสออกเวลาห้าทุ่ม (ซึ่งนับว่าโชคดีที่นัดก่อนเวลาเสียนาน) ก็นั่งเล่นเกมไปเรื่อยๆ
รถถึงโตเกียว 6.56 เร็วกว่ากำหนดการถึงสี่นาที (อันนี้ต้องขอชื่นชมความตรงเวลาของญี่ปุ่น)

พอมาถึงโตเกียวปุ๊บ ก็แยกย้ายกันไปเก็บข้าวของก่อน ไม่งั้นจะพาลทำให้บึกบึนได้ เพราะของเยอะมากๆ
คราวนี้จะไปพักที่ห้องของน้องทรง (เชิงอรรถ : น้องปีสาม วิศวะ ม.โตเกียว
มีนิสัยชอบกินของหวานและไม่ชอบออกกำลัง ทำให้ไขมันพุ่งปรี๊ดๆๆ)

น้องทรงเพิ่งย้ายบ้านใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยความมั่นใจในการเอาตัวรอดของพี่ บวกกับความขี้เกียจตื่นมารับ
ทรงเลยอธิบายวิธีเดินทางจากสถานีไปบ้านให้
กะคร่าวๆ ว่าถ้าปริ๊นท์วิธีเดินทางออกมาคงได้เป็น essay ยาวประมาณ 2-3 หน้า A4 ได้ (อติพจน์)
ตอนแรกแอบคิดว่าต้องหลงแน่ๆๆๆๆๆๆ แต่พอลองเดินตาม essay นั้นก็มาถึงจุดนัดพบได้แฮะ
แต่ที่ซวยต่อมาคือทรงอธิบายมาถึงแค่ปั๊มน้ำมันแถวๆ บ้าน ถึงแล้วให้โทรเรียก จะออกมารับ
แต่ปรากฏว่าน้องทรงไม่รับโทรศัพท์ คาดว่า 7.30 คงยังไม่ตื่น (เทียบจากตัวเองว่าไม่ตื่นแน่ๆ)
แอบลองเดินหาชื่อตรงตู้ไปรษณีย์ตามอพาร์ทเมนท์แถวนั้น
แต่ก็มีอพาร์ทเมนท์รวมๆ กันได้พื้นที่ 71 ไร่ได้ เลยตัดสินใจรอทรงตื่นดีกว่า
ซึ่งก็ไม่นานเท่าไหร่หรอก แค่ตอนรอมันแอบกลัวเฉยๆ อ่ะ

ถึงบ้านทรงแล้วก็นอนกลิ้งไปกลิ้งมาซักพัก พอบ่ายๆ ก็ออกเดินทางไปรวมกับคนอื่นๆ ที่วัดเมจิจินกู
เรื่องที่ค้างคาใจที่สุดจากวัดนี้ คือตอนเข้าไปฉี่ในห้องน้ำ
ตรงโถส้วม มันมีเอาไว้ว่า どうもありがとうございます (ขอบคุณ)
ทำให้เกิดปุจฉาว่า ทำไมต้องขอบคุณคนที่มาชิ้งฉ่องด้วย...
จะว่าขอบคุณที่รักษาความสะอาดก็ไม่ใช่นะ เพราะเขียนแต่ขอบคุณขึ้นมาลอยๆ
น่าสงสัยที่สุดๆๆๆๆๆๆๆๆ

เรื่องวัดก็มีแค่นี้

ออกจากวัดมาก็เป็นย่านฮาราจูกุเลย คือย่านที่มีเด็กวัยรุ่นมาแต่งคอสเพลย์กันน่ะ
วันนั้นเป็นวันเสาร์พอดี คนเยอะมากๆๆๆ แถมฝนตกอีก ซวยจริงแท้
เนื่องจากจองร้านเค้กบุฟเฟ่ไว้ตอนห้าโมง เหลือเวลานิดหน่อย ไม่รู้จะไปทำอะไรดี
เลยแวะร้านที่เป็นกึ่งๆ พิพิธภัณฑ์ของ au (บริษัทมือถือ) มีพวกเกมให้เล่นฟรีอ่ะ
ได้เจอพี่ฝนโดยบังเอิญด้วย ดีใจที่พี่ฝนยังจำชื่อได้ แต่เสียใจที่ลังเลและนึกชื่อนาน 555

ได้เวลาไปกินเค้กแล้ว เค้ามีพวกอาหารคาวด้วยนะ สปาเก็ตตี ข้าวแกงกะหรี่ อะไรงี้
แต่เน้นไปทางของวหวานซะมากกว่า มีเค้กมากมายหลากหลายชนิด มีน้ำแข็งใส ไอติม ไรงี้ด้วย
ราคาแค่ 1500 เยนเท่านั้น เทียบกับเซลลูไลท์ที่ได้มาแล้วนับว่าคุ้มมากๆๆๆ

กินเค้กกันเสร็จแล้วก็เริ่มแยกย้ายกัน แต่เนื่องจากยังหัวค่ำอยู่ ไม่รู้จะทำอะไรดี
เลยตกลงกับทรงว่าจะไปเล่นที่หอของน้องๆ ปีศูนย์กันก่อน
ก็เล่นไพ่นโปเลียน (ประมาณว่าเป็นไพ่ประจำตระกูลที่พอมาญี่ปุ่นแล้วรุ่นพี่จะต้องสอน ไม่เคยเห็นคนอื่นเล่นเป็น)
แล้วก็มีเล่นเกมคิลเลอร์ ที่แจกไพ่ให้เป็นตำรวจ ผู้ร้าย หรือประชาชน
ผู้ร้ายก็จะส่งซิกให้ประชาชนตาย ส่วนตำรวจก็จะต้องดูให้ออกว่าใครเป็นผู้ร้ายอ่ะ เคยเล่นตอน ม.6 ทีนึง
เล่นจนถึงห้าทุ่มครึ่ง ก็ต้องรีบกลับบ้านทรงก่อน ไม่งั้นเดี๋ยวรถไฟจะหมด
ขากลับแวะ family mart ข้างสถานี แอบปวดอึ๊กะทันหัน เลยเข้าห้องน้ำของ family mart ไป
พอออกมาปุ๊บ ทรงจะเข้าต่อเลย ซวยมาก กลัวทรงจะรู้ว่าไม่กินผัก อึเลยเหม็น
พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้เข้า แต่ทรงก็ถึงจุดสุดยอดแล้วเหมือนกัน ไม่เข้าไม่ได้
สรุปแล้วทรงบอกว่าไม่เห็นเหม็นเลย โชคดีที่ก่อนออกสูดกลิ่นไปเต็มที่ 5555
อย่างนี้สินะที่เค้าเรียกว่ารู้จักวางแผนล่วงหน้า

โอ๊วววว แค่วันเดียวเอง ทำไมยาวจังเลย เหลืออีกตั้งเจ็ดวันนะ
ไว้เดี๋ยวมาเขียนต่อวันหลัง ไปละๆ แว้บบ

January 31

= My 22nd Birthday =

 แอ่น แอน แอ๊นนนน...
ในที่สุดก็ได้เขียนสเปสซะที ตอนที่เขียนครั้งก่อนนี่ช่วงเปิดเทอมพอดีเลย มาเขียนอีกทีก็ช่วงสอบปลายภาค
5555 แหม.... เขียนบ่อยๆ เดี๋ยวก็เบื่อแย่อ่ะเด่ะ แม่นบ่?

ที่มาเขียนนี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอก พอดีเป็นวันเกิดไง เลยอยากประชาสัมพันธ์ซักหน่อย เผื่อได้รับคำอวยพรหรือของขวัญอะไรกับเค้าบ้าง ฮี่ฮี่ฮี่ 
อ๊ะๆ อย่าหาว่าหน้าเลือด ละโมบแม้กระทั่งในวันมงคลล่ะ อันนี้ไม่ได้บังคับนะว่าต้องอวยพร แต่มันเป็นเรื่องของน้ำใจอ่ะจริงป่าว คนเราวันเกิดมีแค่ปีละครั้ง เสียเวลาซักสองสามนาโนมานึกคำอวยพรซักหน่อยไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก จะถือซะว่าเสียแรงอัพสเปสไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ก็แล้วกัน

 

เนื่องในวาระดิถีครบรอบ 22 ปีทั้งที ก็จะขอสรุปเหตุการณ์สำคัญในช่วงวัย 21 ที่ผ่านมาหนึ่งปีว่าเป็นยังไงบ้าง

 

จบชมรมกีต้าร์ ★

เนื่องจากระบบการเรียนที่มหาลัยนี้ ปี 4 ทุกคนจะค่อนข้างยุ่งมาก พวกสายวิทย์ก็ต้องเข้าแล็บ ส่วนสายศิลป์ก็ต้องตระเวนหางานกัน ชมรมกีต้าร์เลยกำหนดให้เด็กปี 3 จบชมรมในคอนเสิร์ทใหญ่ประจำปี พอขึ้นปี 4 ก็จะได้ทำงานอื่นได้เต็มที่

เนื่องจากเป็นคอนเสิร์ทครั้งสุดท้าย แล้วก็เป็นรุ่นโตสุดในชมรมด้วย เลยต้องเล่นหลายโชว์เลย ช่วงก่อนคอนเสิร์ท 2 เดือนเนี่ย ซ้อมเยอะมาก รวมแล้วสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงได้ นับๆ ดูแล้วเยอะกว่าเวลาเรียนอีกนี่หว่า 5555

ที่พิเศษก็คือในคอนเสิร์ทนี้ได้ทำหน้าที่ใหญ่ 2 งานเลย อันแรกคือเป็นหัวหน้าโชว์นึง (จากทั้งหมด 8 โชว์) คือโชว์เพลงดิสนีย์ คือว่าชอบเพลงดิสนีย์มาตั้งแต่ประถมอ่ะ ไหนๆ ได้เล่นดนตรีเองแล้วก็อยากเล่นเพลงดิสนีย์หน่อยละกัน ก็เลยบังคับคนอื่นให้มาเล่นด้วยกัน 555 อันนี้เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่ตอนอยู่ปี 1 เลยนะว่าอยากเล่นเพลงดิสนีย์ ดูทะเยอทะยานดีป่าว เล่นอย่างเดียวไม่พอ ต้องแต่งคอสเพลย์ด้วย ใส่ชุดมิกกี้ที่เป็นพ่อมดใน Fantasia อ่ะ นึกออกป่ะ? ที่เป็นชุดผ้าคลุมสีแดง สวมหมวกแหลมๆ อ่ะ

อีกหน้าที่นึงก็คือเป็น stage manager ด้วย ประมาณผู้กำกับอ่ะ เป็นงานที่หนักเหมือนกันเพราะต้องรับผิดชอบเบื้องหลังคอนเสิร์ทโดยรวมทั้งหมด ติดต่อกับสตาฟฮอลล์ ติดต่อพิธีกร เขียนสคริปท์พิธีกร แบ่งงานให้คนในชมรม ทำตารางแสงสี ตารางเวลา ทำแม้กระทั่งกำหนดว่าเวลาเปลี่ยนสเตจ ใครจะต้องไปเลื่อนเก้าอี้ตัวไหนไปว่างตรงไหน อะไรงี้ งานจับฉ่ายเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ก.ไก่เจ็ดร้อยตัว แต่ก็บ่นๆ ไปงั้นแหละ จริงๆ แล้วก็หนุกดี ใหญ่ดี วางอำนาจได้ สั่งเพื่อนทำงานได้ด้วย วะฮะฮ่าา

กล่าวโดยรวมแล้ว เป็นคอนเสิร์ทที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นคอนเสิร์ทสุดท้ายแล้ว ต่อไปนี้ก็คงไม่ได้เล่นกีต้าร์อีกเท่าไหร่ เพราะที่ชอบเล่นก็เพราะเล่นหลายๆ คนมันหนุกดี เล่นโซโล่คนเดียวไม่ค่อยชอบเท่าไหร่อ่ะ แล้วก็เพราะเป็นคอนเสิร์ทที่ตัวเองได้มีส่วนร่วมเยอะมากด้วย ช่วงก่อนคอนเสิร์ทซัก 2-3 เดือนนี่เรียกได้ว่าในหัวมีแต่เรื่องคอนเสิร์ทอย่างเดียวเลยล่ะ พอทำสำเร็จแล้วมันก็รู้สึกภูมิใจ รู้สึกว่าได้ทำอะไรเต็มที่จริงๆ ดี สมแล้วที่เป็นวัยรุ่น 555

 

 เกณฑ์ทหาร ★

เนื่องจากเรียน รด. ไปแค่ปีเดียว เลยต้องไปเกณฑ์ทหาร ตอนต้นๆ เดือนเมษา บินกลับไทยไป 4 วันเพื่อไปเกณฑ์โดยเฉพาะเลย ดูรักชาติมั้ย อิอิ

เอ๊ะ อันนี้เอามาเผยแพร่ได้รึเปล่าไม่รู้ คร่าวๆ ประมาณว่าก็ย้ายทะเบียนบ้านไปเขตที่มันมีคนสมัครเต็มแล้ว อะไรเงี้ย กลับไทยไปเช้าวันเกณฑ์ทหารพอดี ถึงสนามบินแล้วแวะกลับมาชิ้งฉ่องที่บ้าน แล้วไปที่เขตเลยล่ะ ถึงเขตเจ็ดโมงเช้าอ่ะ คนเยอะอย่างกะฉายหนังกลางแปลงฟรีทีเดียว เค้าก็เอาเชือกฟางมาขึงกับเต็นท์ผ้าใบ แบ่งให้นั่งเป็นเขตๆ ละม้ายคล้ายโรงเลี้ยงสัตว์อ่ะ แล้วก็เรียกทีละคน ไปวัดส่วนสูงน้ำหนักดูว่าได้มาตรฐานมั้ย อะไรงี้ แต่เนื่องจากมีประมาณสิบแปดล้านเจ็ดแสนคน แต่ให้วัดตัวทีละคน ไปถึงเจ็ดโมง เลยเสร็จประมาณสี่ทุ่มได้ ที่น่าหุดหิดก็คือเรียกให้มารวมตอนเจ็ดโมงเช้า แต่กว่าจะได้รายงานตัวและวัดตัวก็ประมาณบ่ายโมง แถมพอวัดครบทุกคนแล้วมีเรียกรอบสอง ให้คนที่ตอนรอบแรกยังนอนอยู่บ้านไม่ตื่นอีกแน่ะ เอ๊ะ แล้วจะมาแต่ไก่โห่ทำไมหา.... ต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่ในโรงเลี้ยงสัตว์นั้นรวมถึง 15 ชั่วโมง เสีย opportunity cost ไปโขเชียว แต่ดีหน่อยที่ไปกับป่าป๊า แล้วป๊าก็ไปเจอเพื่อนป๊ามากับลูก เลยได้เพื่อนใหม่มาคนนึง คนนี้ก็หรูเชียว เอาเครื่องเล่นดีวีดีขนาดพกพามาเปิดเสียง surround กลางเต็นท์ โคตรอายคนเลย แต่ว่านั่งบนเสื่อของเค้าอยู่ จะหนีไปไกลๆ ก็จะพ้นเสื่อ เดี๋ยวเมื่อยตูด เลยยอมจำนนนั่งด้วยกันไป แต่เค้าก็เป็นคนดีนะ คุยสนุกดี (อันนี้เผื่อบังเอิญเค้ามาอ่านเจอ ต้องชมเผื่อไว้ก่อน)

 

  งานพิเศษ ★ 

เริ่มทำตั้งแต่ต้นมกราปีที่แล้ว ทำร้านอาหารไทยที่โกเบ อันนี้เกด (เพื่อนที่มาทุนญี่ปุ่นพร้อมกัน) เค้าทำอยู่ แล้วขอให้เค้าแนะนำให้ เป็นร้านเล็กๆ กึ่งบาร์หน่อย คือมีชงเหล้า ชงค็อกเทลน่ะ ชื่อร้านพี่สมเด็จ คือชื่อพี่ที่เป็นเจ้าของร้าน แล้วก็เป็นกุ๊กเองด้วย หน้าที่ที่ต้องทำก็คือล้างจาน รับออร์เดอร์ เสิร์ฟอาหาร ชงเหล้า เช็ดโต๊ะ อะไรพวกเนี้ย ได้ชั่วโมงละ 800 เยน มีค่าเดินทางให้ แล้วมีอาหารให้อีกมื้อนึง ทำวันศุกร์ 2-5 ทุ่ม เรื่องของเรื่องคืออยากทานอาหารไทยซักสัปดาห์ล่ะครั้งน่ะแหล่ะ 5555 เห็นแก่กินนั่นเอง โอยยย.... เล่าแล้วก็เปรี้ยวปาก หิวขึ้นมาตะหงิดๆ แผล่บๆ เจ้าของร้าน คือพี่สมเด็จเนี่ย ก็ใจดีนะ อย่างทำครั้งนึงสามชั่วโมง ก็ 2400 ใช่มะ เดือนนึงถ้าทำสี่ครั้งก็ 9600 พี่สมเด็จก็จะแถมให้เป็น 10000 ไปเลย จะได้ไม่มีเศษเหรียญให้วุ่นวาย ป๋าป่าวว เพราะฉะนั้นก็พยายามอย่าทำเดือนละห้าครั้ง ไม่งั้นเป็น 12000 จะไม่ได้แถม เพราะว่ามันเป็นแบงค์ลงตัวพอดี 55555 อันนี้เป็นการ maximize profit ตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่เรียนมา ห้ามเรียกว่างก

เพื่อนร่วมงานก็ดี เป็นผู้หญิงวัย 29 เพิ่งแต่งงานช่วงระหว่างที่ทำงานด้วยกันเนี่ยแหละ เป็นคนดีมาก ใจดี คุยสนุก แต่หลังๆ พอแต่งงานไปเริ่มยุ่ง บางวันเลยมีคนใหม่มาแทน เป็นผู้ชายญี่ปุ่น แต่หน้าเหมือนคนไทยเชียว แถมความฝันคืออยากไปบวชพระที่ไทยอีก แต่แอบสูบบุหรี่จัดนะ ทำงานด้วยกันอยู่ มีขอแว้บออกไปสูบด้วย ถ้าบอกว่าเป็นพระห้ามสูบบุหรี่นี่เค้าจะเลือกบวชหรือเลือกบุหรี่หว่า?

เอ๊ะ... เล่าไปเล่ามาทำไมกลายเป็นนินทาคนไปแล้ว... ตอนนี้ก็ไม่ได้ทำแล้วล่ะ เพราะว่าขอลาตอนช่วงสอบตั้งแต่กรกฎา พอสอบเสร็จก็ต้องซ้อมชมรมอย่างหนักถึงธันวา จบชมรมปุ๊บก็กลับไทย กลับมาญี่ปุ่นใหม่ตอนนี้ก็สอบอีกแล้ว สอบเสร็จแล้วเดี๋ยวก็กลับไทยอีก พอกลับมาใหม่ก็ต้องฟิตสอบโทกับสอบโทเฟล เลยคงไม่ได้ไปทำแล้วล่ะ

งานที่ได้แตะๆ นิดหน่อยก็คือสอนภาษาไทย เรียกว่าแตะจริงๆ คือสอนไม่กี่ครั้งเอง คนแรกเป็นผู้หญิงประมาณสี่สิบได้ แต่แต่งตัวดีนะ ดูสาวเชียว เล่นชมพูทั้งชุดเลย แต่ว่าให้ค่าสอนน้อย เลยไม่ค่อยอยากสอนเท่าไหร่ เค้าชอบไปภูเก็ตมาก ก็สอนเล่นๆ ไป 3-4 ครั้ง แล้วเวลาว่างไม่ค่อยตรงกัน เลยไม่ได้ติดต่อกันแล้ว

อีกคนคือคนที่เกดเคยสอน แล้วเค้าอยากให้สอนแทน คาดว่าคงเป็นเพราะคงจะอยากให้สอนเรื่องที่ไม่กล้าถามเพศหญิง 5555 ก็ลุงแกบอกว่า เนี่ย..ได้เงินบำนาญมา ก็ไปเที่ยวไทย ไปดูอะโกโก้ สบายเลย 5555 แต่ไปถามเกดดู เกดบอกว่าลุงไม่เคยพูดเรื่องอย่างงี้นะ.... สงสัยลุงแกจะอยากให้สอนศัพท์จุ๊กกรู้ๆ แน่นอน ลุงคนนี้ใจดี ให้ตังค์เยอะ ครั้งละ 2 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 3000 เยนแน่ะ แต่ว่าไปได้แค่ครั้งเดียว พอครั้งที่ 2 เกิดมีเหตุขัดข้อง โทรไปบอกยกเลิกลุงล่วงหน้าชั่วโมงเดียว ลุงเลยให้เกดสอนแทนเหมือนเดิม แป่วเลย 5555 แต่ว่าบ้านลุงแกก็ไกลมากๆๆๆ น่ะ ไปกลับ 3-4 ชั่วโมงได้ แค่นั่งรถไฟอย่างเดียวก็แทบจะเผาผลาญแคลลอรี่ได้หมดละ เลยคิดว่าเลิกไปก็ดีเหมือนกัน... องุ่นเปรี้ยวนั่นเอง 55555

คนสุดท้ายนี่ ออกแนวจำยอมเล็กน้อย คือเป็นที่โรงเรียนสอนภาษาเลยน่ะ มีพี่คนนึงที่เค้าสอนอยู่ แล้วเค้าต้องไปเรียนต่อโตเกียว เลยหาคนสอนแทน ทีแรกที่ได้ยินว่าจะให้สอนก็นึกว่าช่วงปิดเทอมใหม่ๆ เลยบอกว่าสนใจ แต่ไปๆ มาๆ กว่าจะได้รับการติดต่อมาก็เปิดเทอมไปแล้ว แล้วทีนี้ด้วยความรักการศึกษา เลยไม่ค่อยมีเวลาไปสอนได้ แต่เค้าก็หาคนไม่ได้ เลยขอร้องแกมบังคับให้ไปสอนให้ได้ เลยไปสอนแค่ 2 ครั้งแล้วให้คนอื่นไปสอนแทน เป็นคุณลุงน่าจะประมาณ 60 แต่ว่าใส่เสื้อเล็กๆ รัดๆ ออกไปทางลุงแนว ห้อยพระเครื่องด้วย ท่าทางจะรักเมืองไทยจริงๆ อิอิอิ

โอ้ว เนื่องจากพูดมากเกินไป สเปสแกเลยวีนว่าเขียนเยอะอย่างนี้จะไปใส่ในบล็อกเดียวได้ยังไงฮึ! แบ่งเป็นสองอันเดี๋ยวนี้นะ เลยต้องไปเขียนต่ออันล่าง ↓

= My 22nd Birthday =

ต่อจากอันข้างบนนะ ห้ามอ่านอันนี้ก่อน

 

 กลับไทยสามครั้งแน่ะ ★ 

ปีที่ผ่านมานี่กลับไปถึงสามครั้ง ก็ตอนเกณฑ์ทหารที่เล่าไปแล้วครั้งนึงใช่มะ อีกครั้งก็ตอนกันยา ก็ได้เล่าไปแล้วในบล็อกคราวก่อน ที่ไปดู AF มาอ่ะ ครั้งล่าสุดก็เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา แอบไปฮ่องกงมาด้วย ฮิๆๆ แต่ว่าคนไทยเยอะมากๆ เริ่มสับสนว่านี่อยู่ฮ่องกงหรือเยาวราชกันแน่

กลับไทยไปคราวนี้ก็ได้นัดห้อง 824 อีกแล้ว ดีใจจริงแท้ บางคนก็ไม่ได้เจอตั้งแต่จบ ม.6 เลย อาทิ อีฟ นักกีฬาวิ่งหญิงทีมชาติ ที่เลิกวิ่งแล้วหันมาสาวแตก หรือป้าหนิงที่ยังไม่เลิกกับแฟน (ยุ่งอะไรเค้าวะ?) ส่วนคนอื่นๆ ก็เจออยู่เกือบทุกครั้งที่กลับไป ไม่พูดถึงละกัน 555

คราวนี้ได้ไปหาอาจารย์ด้วย มีอาจารย์คนนึงที่สนิทกัน เค้าเป็นเนื้องอก (จำไม่ได้ว่าเป็นมะเร็งรึเปล่า) ที่มดลูก แล้วทำคลีโม ผมร่วงด้วย อาจารย์ก็เลยเอาผ้าโพกศีรษะไว้อย่างไฉไล แต่พลอยและมีมี่เจือกไปทักเค้าอีก (สำนึกผิดเสีย) แต่ว่าผมอาจารย์ก็ขึ้นมาหน่อยๆ แล้ว เลยดูแนวดีเหมือนกัน อิอิ เท่าที่ไปตรวจมาก็ไม่พบว่ามีอาการอะไรน่าเป็นห่วงมาก เลยสบายใจหน่อย เย้.... แล้วก็ไปหา อ.วัลลภ กะ อ.ลัดดาวัลย์ อีก

 

iPod ★

อันนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ แต่เห่อ เลยอยากเล่า ของเค้าดีจริงๆ นะ พอดีตอนก่อนกลับมาญี่ปุ่นนี่ คุณแม่พอดีมีเงินเยนตุนไว้ เลยให้มาไว้ซื้อของขวัญวันเกิด ฮิๆๆ เลยเอาไปซื้อ iPod ซะเลย  ด้วยความที่วัตถุนิยม ยึดติดในรูปธรรม เลยแยกแบงค์ที่แม่ให้ไว้ต่างหาก แล้วเอาแบงค์นี้จ่ายตอนซื้อด้วย ทำให้ได้ความรู้สึกเหมือนแม่ซื้อให้จริงๆ  ฉลาดเนาะ

ด้วยความที่เห่อ เลยฟังเวลาขี่จักรยานเสมอ วันไหนคึกหน่อยก็ร้องตามเลยนะ อิอิ เนื่องจากเวลาขี่จักรยานเนี่ย เวลาร้องเพี้ยน เราสามารถอ้างได้ว่าเมื่อแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว จะทำให้คลื่นเสียงเกิดปรากฏการณ์อะไรซักอย่างที่เคยเรียนในวิทย์กายตอน ม.6 เลยทำให้ฟังดูเพี้ยนได้ เป็นการเอาตัวรอดได้อย่างชาญฉลาดดีแท้ ฮี่ๆๆ

 

 การเรียน ★

แม้จะไม่อยากพูดถึงเท่าไหร่ แต่ก็อ้างหน่อยพอเป็นพิธี จริงๆ แล้วเทอมนี้ (ปี 3 เทอม 2) ถ้าเก็บได้ครบทุกตัว ก็เก็บหน่วยกิตได้ครบแล้ว ปีหน้าก็อ่านหนังสือเตรียมสอบโทอย่างเดียว แต่ว่าเกิดเหตุไม่คาดฝันนิดหน่อย คือว่าปกติแล้วทุนญี่ปุ่นเนี่ย ถ้าเราสอบเค้าโทได้ เค้าก็จะให้ทุนต่อโดยอัตโนมัติเลย แต่เพิ่งมีปีนี้ (หมายถึงคนที่จะเข้าโทเดือนเมษานี้อ่ะ) เค้ากำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าจะต้องได้เกรดเฉลี่ย 2.00 ขึ้นไป.. ช้าก่อน! ที่ญี่ปุ่นนี่จริงๆ แล้วเค้าไม่ค่อยคิดเกรดเฉลี่ยกันหรอก แต่ว่าในกรณีนี้เค้าจะขอให้คิดขึ้นมาเป็นพิเศษ โดยให้เกรด A คือ 3,B คือ 2, C คือ 1....เพราะฉะนั้น  2.00 ที่ว่านี่ ถ้าเทียบกับที่ไทยก็คือ 3.00 นั่นเอง... จริงๆ แล้วตอนนี้ได้ประมาณ 2.18 น่ะ (อันนี้พยายามสุดความสามารถแล้วนะ 5555) แต่ก็คือผ่านใช่ป่ะ แต่ว่าแอบมีเงื่อนไขอีกว่า ถ้าปีหน้ารัฐบาลเกิดงบน้อย ก็อาจเลื่อนเกรดขั้นต่ำขึ้นนะจ๊ะ หมายความว่าเราก็จะไม่รู้เลยว่าต้องทำให้ได้เท่าไหร่แน่นอน เลยต้องทำเกรดให้ดีๆ ไว้หน่อย แต่มันก็เกือบสายไปแล้วอ่ะ เหลืออีกไม่กี่หน่วยก็จะจบแล้ว ที่เหลือเก็บได้ A หมด มันก็เพิ่มมาไม่เท่าไหร่หรอก แต่ว่าก็กะจะพยายามๆ หน่อย เทอมนี้เลยกะว่าจะทิ้งตัวที่ไม่น่าจะได้ A แน่ๆ แล้วแบ่งไปเก็บตอนปี 4 ด้วยอีกนิดหน่อยอ่ะ นี่พรุ่งนี้ (1ก.พ.) ก็เริ่มสอบละ หลังวันเกิดเลยนะ.... แต่เนื่องจาก marginal utility ของการทำตัวสบายๆ ในวันเกิด มีค่ามากกว่าในวันอื่นๆ เลยพยายามอ่านให้จบตั้งแต่เมื่อวานไปแล้ว วันนี้จะได้ขออยู่สบายๆ หน่อย เดี๋ยวเลยเที่ยงคืนไปค่อยอ่านอีกรอบ 55555 หลอกตัวเองป่าววะ....

 

★ ดาราที่ชอบตอนนี้ : โอปอล ★
คนที่เล่นเป็นตัวประกอบในหนังของ
GTH อ่ะ ที่เล่นเป็น จิ๋มดำ ในแจ๋ว, นางพยาบาล ในเพื่อนสนิท, อาจารย์ conductor ใน seasons change ฯลฯ (ตัว ฯ นี่หานานมากว่ามันอยู่ตรงไหนของคีย์บอร์ด ต้องจิ้มให้คุ้ม ฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯ fixed cost จะได้ถูกเฉลี่ยๆ เหลือน้อยลงไป ฯฯฯฯฯฯฯฯ ไม่รู้สึกว่าต้นทุนสูงนัก ฯฯฯฯฯฯฯฯฯฯ ฮิๆ  ฯฯฯฯฯฯฯ)  เค้าตลกดีเนาะ ชอบ 5555 ใครไปเจอตัวจริงฝากขอลายเซ็นให้ด้วยนะ ฮิๆ

 

 หนังที่ชอบตอนนี้ : Be With You (ชื่อญี่ปุ่นว่า 今、会いにゆきます) ★

เป็นหนังญี่ปุ่น 3-4 ปีมาแล้วล่ะ แต่เพิ่งได้ดู เล่าเนื้อเรื่องให้ฟังไม่ได้ เดี๋ยวดูแล้วไม่หนุก หาซื้อยากเหมือนกันอ่ะ ไปซื้อมาจาก B2S สาขา central world แต่ขายเป็น DVD set มีสามเรื่องด้วยกัน เรื่องนี้ตอนแรกไปเช่าดูที่ญี่ปุ่น แล้วหนุกดี เลยกลับมาซื้อเก็บไว้ เอาให้แม่ดู แม่ร้องไห้ด้วย แล้วจะบาปมั้ยเนี่ย ทำบุพการีร้องไห้ ตกนรกป่าววะ.... ให้พี่ดูพี่ก็ร้องนะ สรุปแล้วหนังเค้าดีจริงๆ ไปหามาดูกันเถิด

 

ปีที่ผ่านมาก็เป็นประมาณนี้แหละ ค่อนข้างเป็นปีที่มีสาระหน่อย เก็บหน่วยกิตได้เยอะเกินเป้าด้วย ส่วนช่วงนี้ติดเน็ทอ่ะ อยู่บ้านก็เอาแต่เปิดคอมหาเน็ท ไม่ค่อยเป็นอันทำอะไร แต่ก็เป็นสุขดี ขอให้ปีนี้ก็มีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาทีเถิด เจ้าประคู้ณณณ....

 

ป.ล. วันก่อนยืม mp3 เพื่อนมา เลยเกิดข้อสงสัยเล็กน้อย
คือว่าเสนาหอยอ่ะ เค้าออกอัลบั้ม ชื่ออัลบั้ม ดำจัง ใช่มะ...
งี้เวลาไปซื้อที่ร้าน ก็ต้องบอกพนักงานว่า "น้องๆ หอยดำจัง" อย่างงี้เหรอ
จะดีเหรอ??
ใครมีหลักการเรียกชื่ออัลบั้มนี้อย่างถูกต้องบ้าง?

 

ป.ล. 2  พอดีไปเปิดวิกิพีเดียภาษาไทยมา
เจอคอลัมน์วันนี้ในอดีต
31 มกราคม ในอดีตมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ

อืมมม.. นับว่ามีเป็นวันที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติทีเดียว (โดยเฉพาะข้อแรก)